ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แก่นชีวิต
การงานและอาชีพ

ทำไมสลับงานไปมาถึงทำให้ทำงานได้แย่ลง และวิธีทำงานแบบโฟกัสสุดที่ใช้ได้ทุกยุค

เคยเป็นไหมครับ นั่งทำงานทั้งวัน เปิดแชทตอบไปตอบมา ประชุมแทรกเป็นระยะ สุดท้ายตกเย็นรู้สึกเหนื่อยมาก แต่พองานที่ทำจริงจังกลับแทบไม่มีอะไรคืบหน้าเลย — เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเรื่องขยันหรือไม่ขยัน แต่เป็นเพราะสมองเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้สลับงานไปมาได้ฟรีๆ อย่างที่คิด

r1dx

บรรณาธิการ

ทำไมสลับงานไปมาถึงทำให้ทำงานได้แย่ลง และวิธีทำงานแบบโฟกัสสุดที่ใช้ได้ทุกยุค

สรุปสั้น (Key Takeaways)

  • เมื่อสลับจากงานหนึ่งไปอีกงานหนึ่ง สมองส่วนหนึ่งยังคง "ค้าง" อยู่กับงานเดิม เรียกว่า Attention Residue ตามงานวิจัยของ Sophie Leroy (2009) ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพงานถัดไปแย่ลงอย่างวัดผลได้ — อันนี้เป็นผลวิจัยที่ผ่านการทดลองจริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี
  • ยิ่งสลับงานบ่อยเท่าไหร่ในหนึ่งวัน Attention Residue ก็ยิ่งสะสมมากขึ้น ทำให้ทุกงานที่ทำ "แย่ลงกว่าที่ควรจะเป็น" แม้จะรู้สึกว่ากำลัง "ทำงานหลายอย่างพร้อมกัน" อยู่ก็ตาม
  • Cal Newport เสนอแนวคิด Deep Work — การทำงานที่ต้องใช้สมาธิสูงสุดแบบไร้สิ่งรบกวน — เป็นทักษะที่หายากขึ้นเรื่อยๆ แต่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ข้อควรรู้คือส่วนนี้เป็นแนวคิด/ข้อเสนอของนักเขียน ที่ต่อยอดจากงานวิจัยจริง ไม่ใช่ผลการทดลองที่พิสูจน์แล้วโดยตรงเหมือน Attention Residue
  • คนที่ปกป้องเวลาโฟกัสต่อเนื่อง 3 ชั่วโมงโดยไม่ถูกขัดจังหวะ มักผลิตงานได้มากและดีกว่าคนที่ใช้เวลา 6 ชั่วโมงแต่สลับงานไปมาตลอด
  • วิธีแก้ที่ได้ผลคือ "รวมงานเล็กๆ ที่ไม่ต้องคิดมาก (shallow work) ไว้เป็นช่วงเวลาเดียว" แยกออกจากช่วงเวลาที่ต้องโฟกัสงานหลัก ไม่ใช่สลับทำแทรกกันตลอดวัน

Attention Residue: ทำไมสลับงานถึงทำให้แย่ลง

Sophie Leroy นักวิจัยด้านพฤติกรรมองค์กร ตีพิมพ์งานวิจัยชื่อ "Why Is It So Hard to Do My Work?" ในปี 2009 พบว่าเมื่อคนเราสลับจากงาน A ไปทำงาน B ความสนใจส่วนหนึ่งจะยังคง "ค้าง" อยู่กับงาน A ไม่ได้ย้ายตามไปที่งาน B ทั้งหมด ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Attention Residue

ผลการทดลองชี้ชัดว่าคนที่มี Attention Residue หลงเหลือจากงานก่อนหน้า จะทำงานถัดไปได้แย่กว่า และยิ่ง residue รุนแรงเท่าไหร่ ผลงานก็ยิ่งแย่ลงเท่านั้น สิ่งที่น่าตกใจคือ residue นี้เกิดขึ้นได้แม้เราจะ "ตั้งใจ" เปลี่ยนไปทำงานใหม่แล้วก็ตาม เพราะสมองไม่สามารถตัดขาดจากงานเดิมได้ทันทีทันใด โดยเฉพาะถ้างานเดิมยังไม่เสร็จสมบูรณ์ — ลองนึกถึงตอนที่คุณเพิ่งทะเลาะกับใครแล้วต้องรีบเข้าประชุมทันที สมองส่วนหนึ่งก็ยังวนอยู่กับเรื่องนั้นไม่ใช่หรือ

Deep Work: แนวคิดที่ต่อยอดจากงานวิจัยเรื่องโฟกัส

Cal Newport อาจารย์วิทยาการคอมพิวเตอร์และนักเขียน เสนอแนวคิดหลักว่าความสามารถในการทำงานที่ต้องใช้ความคิดหนักแบบไร้สิ่งรบกวน (deep work) กำลังกลายเป็นทักษะที่หายากขึ้นเรื่อยๆ ในโลกที่เต็มไปด้วยการแจ้งเตือนและช่องทางสื่อสารตลอดเวลา ในขณะเดียวกัน มันก็กลายเป็นทักษะที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ เพราะงานที่สร้างมูลค่าสูงในโลกยุคความรู้ ล้วนต้องใช้สมาธิระดับลึกในการคิด วิเคราะห์ หรือสร้างสรรค์

ตรงนี้ควรบอกตรงๆ ว่า ข้อเสนอของ Newport เป็นมุมมอง/ข้อโต้แย้งของนักเขียน ที่ต่อยอดจากงานวิจัยด้านความสนใจและสมาธิ ไม่ใช่ผลการทดลองที่พิสูจน์แล้วโดยตรงแบบงานของ Leroy — แต่ก็เป็นกรอบคิดที่มีเหตุผลรองรับและถูกนำไปทดสอบ/อ้างอิงในหลายบริบทมาก จนกลายเป็นแนวทางปฏิบัติที่ใช้กันแพร่หลาย ตรงข้ามกับ deep work คือ shallow work — งานที่ใช้ความคิดน้อย ทำได้แม้มีสิ่งรบกวน (เช่น ตอบอีเมลทั่วไป จัดตารางนัด) ซึ่งจำเป็นต้องทำ แต่ไม่ควรปะปนกับช่วงเวลาที่ตั้งใจโฟกัสงานหลัก

ทำไมทำงานหลายอย่างพร้อมกันจึงเป็นภาพลวงตา

เมื่อนำแนวคิดของ Leroy และ Newport มารวมกัน จะเห็นภาพชัดว่าทำไม "ทำงานหลายอย่างพร้อมกัน" ถึงเป็นภาพลวงตาของความมีประสิทธิภาพ ยิ่งวันหนึ่งมีการสลับงานถี่เท่าไหร่ Attention Residue ก็สะสมมากขึ้นเท่านั้น และทุกงานที่ทำในวันนั้นก็ได้รับผลกระทบไปด้วย แม้จะรู้สึกว่า "ยุ่งทั้งวัน" แต่ผลงานจริงกลับด้อยกว่าคนที่จัดสรรเวลาโฟกัสงานเดียวต่อเนื่องเป็นช่วงยาวๆ นี่คือสิ่งที่หลายคนรู้สึกได้แต่ไม่เคยมีคำอธิบายชัดๆ มาก่อน

ลองเอาไปปรับใช้ดู

1. ลองจัดสรรช่วงเวลาโฟกัสต่อเนื่อง (deep work block) อย่างน้อย 60-90 นาทีต่อครั้งโดยปิดแจ้งเตือน ไม่เช็คอีเมล/แชทในช่วงเวลานั้น 2. ลองรวมงานที่ไม่ต้องคิดมาก (shallow work) ไว้เป็นช่วงเดียวกัน เช่น ตอบอีเมล-ประชุมสั้นๆ-จัดตารางนัด ทำในช่วงเวลาเฉพาะ แยกออกจากช่วง deep work แทนที่จะแทรกสลับตลอดวัน 3. ลองให้เวลาเปลี่ยนผ่านระหว่างงาน ก่อนเริ่มงานใหม่ น่าจะช่วยได้ถ้ามีช่วงสั้นๆ ปิดงานเก่าให้สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่ทำได้ (หรือจดสถานะไว้ชัดเจน) เพื่อลด Attention Residue ที่ค้างอยู่ 4. ลองวัดผลจากคุณภาพงานที่โฟกัสได้ แทนที่จะดูจำนวนชั่วโมงที่นั่งทำงาน คนที่โฟกัส 3 ชั่วโมงเต็มมักได้ผลงานมากกว่าคนที่นั่งทำงาน 6-8 ชั่วโมงแต่สลับงานตลอด

ลองสังเกตตารางงานของคุณสัปดาห์นี้ดูสิครับ มีกี่ช่วงที่ถูกขัดจังหวะระหว่างทำงานสำคัญ แล้วลองจัดใหม่ดูสักสัปดาห์ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งหมดในทีเดียว แค่กันเวลาโฟกัสสักช่วงเดียวก่อนก็พอ แล้วดูว่ารู้สึกต่างจากเดิมแค่ไหน

คำถามที่พบบ่อย

Deep Work ต้องทำวันละกี่ชั่วโมงถึงจะเห็นผล?
ไม่มีตัวเลขตายตัวครับ แต่หลักการทั่วไปคือช่วงเวลาโฟกัสต่อเนื่อง 1-4 ชั่วโมงต่อวันแบบไม่ถูกขัดจังหวะเลย มักเพียงพอต่อการสร้างงานที่มีคุณภาพสูงในสายงานความรู้ส่วนใหญ่ สำคัญกว่าจำนวนชั่วโมงคือความต่อเนื่องไม่ถูกขัด
การประชุมบ่อยๆ ระหว่างวันแก้ปัญหาได้อย่างไร?
พยายามจัดกลุ่มการประชุมไว้ในช่วงเวลาเดียวกันของวัน (เช่น ช่วงบ่าย) แล้วเก็บช่วงเช้าไว้เป็น deep work block ที่ไม่มีการประชุมแทรก จะช่วยลดจำนวนครั้งที่ต้องสลับโหมดความคิดระหว่างวัน
ทำงานสร้างสรรค์กับงานที่ต้องคิดวิเคราะห์ ใช้หลักการเดียวกันหรือไม่?
ใช้หลักการเดียวกันในแง่ที่ต้องการสมาธิต่อเนื่องแบบไร้สิ่งรบกวน แต่รายละเอียดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม (เช่น งานสร้างสรรค์บางคนอาจต้องการพักสลับความคิดเป็นระยะสั้นๆ) อาจต่างกันไปตามลักษณะงานและตัวบุคคล

แหล่งอ้างอิง

ทำไมผู้เชี่ยวชาญถึงอธิบายเรื่องที่ตัวเองรู้ดีให้คนอื่นเข้าใจได้ยาก งานวิจัยเรื่อง Curse of Knowledge
การสื่อสารและการพูดในที่สาธารณะ

ทำไมผู้เชี่ยวชาญถึงอธิบายเรื่องที่ตัวเองรู้ดีให้คนอื่นเข้าใจได้ยาก งานวิจัยเรื่อง Curse of Knowledge

เคยไหมครับที่ฟังคนเก่งๆ อธิบายเรื่องที่เขาถนัดมากๆ แล้วกลับงงยิ่งกว่าเดิม ทั้งที่คนอธิบายตั้งใจเต็มที่และไม่ได้มีทีท่าจะอวดรู้เลย — ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกและมีงานวิจัยรองรับจริง เรียกว่า "คำสาปแห่งความรู้" (curse of knowledge): เมื่อเรารู้อะไรบางอย่างดีมากแล้ว สมองเราแทบจะจำลองสภาวะ "ตอนที่ยังไม่รู้เรื่องนี้" กลับไม่ได้อีกเลย ทำให้คนที่รู้เยอะ (โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญ) มักประเมินสูงเกินจริงว่าตัวเองสื่อสารเข้าใจง่ายแค่ไหนสำหรับคนที่ยังไม่รู้เรื่องนั้น

อ่าน 9 นาที
ทำไมทีมที่กล้าพูดตรงๆ และยอมรับความผิดพลาดถึงทำงานได้ดีกว่า งานวิจัยจาก Harvard และ Google
การงานและอาชีพ

ทำไมทีมที่กล้าพูดตรงๆ และยอมรับความผิดพลาดถึงทำงานได้ดีกว่า งานวิจัยจาก Harvard และ Google

เคยอยู่ในทีมที่ไม่มีใครกล้าพูดว่า "ฉันทำพลาด" หรือ "ฉันไม่เข้าใจตรงนี้จริงๆ" ไหมครับ ทีมแบบนั้นดูสงบเรียบร้อยดี แต่จริงๆ แล้วมันอันตรายกว่าที่คิด — งานวิจัยของ Amy Edmondson แห่ง Harvard Business School และงานวิจัยภายในของ Google ที่ชื่อ Project Aristotle ต่างชี้ไปทางเดียวกันว่า สิ่งที่ทำนายผลงานของทีมได้แม่นยำที่สุดไม่ใช่ว่าทีมมีคนเก่งกี่คน แต่คือ "ความปลอดภัยทางจิตวิทยา" (psychological safety) — ความเชื่อร่วมกันของคนในทีมว่าการพูดตรงๆ ยอมรับความผิดพลาด หรือถามคำถามโง่ๆ จะไม่ทำให้ถูกลงโทษหรืออับอาย

อ่าน 9 นาที
ทำไม "10,000 ชั่วโมงสู่ความเชี่ยวชาญ" ถึงไม่ใช่สูตรสำเร็จ และงานวิจัยจริงพบอะไรบ้าง
การงานและอาชีพ

ทำไม "10,000 ชั่วโมงสู่ความเชี่ยวชาญ" ถึงไม่ใช่สูตรสำเร็จ และงานวิจัยจริงพบอะไรบ้าง

เคยได้ยินคำว่า "ฝึก 10,000 ชั่วโมงแล้วจะเก่งระดับโลก" ใช่ไหมครับ ควรบอกตรงๆ ว่าตัวเลขนี้ไม่ได้มาจากงานวิจัยต้นฉบับตรงๆ แต่มาจากการตีความแบบง่ายเกินไปของนักเขียนคนหนึ่ง — งานวิจัยจริงของ Anders Ericsson พบว่า "คุณภาพของการฝึก" (deliberate practice) สำคัญกว่าจำนวนชั่วโมง และเมื่อมีคนเอาแนวคิดนี้ไปทดสอบซ้ำในหลายสาขาอาชีพจริงจัง ก็พบว่าการฝึกฝนอธิบายความแตกต่างของผลงานได้แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมดอย่างที่หลายคนเข้าใจ

อ่าน 7 นาที