ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แก่นชีวิต
การขายและการเจรจาต่อรอง

ทำไมคนที่เสนอตัวเลขแรกในการเจรจามักได้เปรียบ และวิธีรับมือเมื่อตกเป็นฝ่ายรับตัวเลขนั้น

เคยสังเกตไหมครับว่า เวลาเจรจาต่อรองราคาอะไรสักอย่าง ตัวเลขแรกที่มีใครสักคนพูดออกมา มักจะ "ลาก" บทสนทนาทั้งหมดให้วนเวียนอยู่แถวๆ ตัวเลขนั้น ไม่ว่าคุณจะพยายามต่อรองแค่ไหนก็ตาม — นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือแค่ความรู้สึก แต่เป็นผลจากอคติทางความคิดที่ชื่อว่า Anchoring Effect ซึ่งงานวิจัยทั้งด้านจิตวิทยาพื้นฐานและงานวิจัยเฉพาะทางการเจรจาต่อรองยืนยันตรงกันว่า คนที่เสนอตัวเลขแรกในการเจรจามักได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า เพราะตัวเลขนั้นกลายเป็น "จุดยึด" ที่ดึงการต่อรองทั้งหมดเข้าหาตัวมันโดยที่อีกฝ่ายแทบไม่รู้ตัว

r1dx

บรรณาธิการ

ทำไมคนที่เสนอตัวเลขแรกในการเจรจามักได้เปรียบ และวิธีรับมือเมื่อตกเป็นฝ่ายรับตัวเลขนั้น

สรุปสั้น (Key Takeaways)

  • Anchoring Effect คือแนวโน้มที่คนเราให้น้ำหนักกับตัวเลขแรกที่เห็นหรือได้ยินมากเกินไป แล้วปรับตัวเลขสุดท้ายออกจากจุดนั้น "ไม่มากพอ" — เป็นอคติทางความคิดที่พบได้ทั่วไปในการประเมินตัวเลขแทบทุกด้าน ไม่ใช่เฉพาะการเจรจาต่อรอง
  • Tversky และ Kahneman พิสูจน์เรื่องนี้ด้วยการทดลอง "วงล้อหมุนเลข" ตีพิมพ์ในวารสาร Science ปี 1974 พบว่าคนที่เห็นตัวเลขสุ่มต่างกันบนวงล้อ ให้คำตอบสุดท้ายสำหรับคำถามเดียวกันต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งที่ตัวเลขบนวงล้อไม่เกี่ยวข้องกับคำถามเลย
  • งานวิจัยเฉพาะทางการเจรจาต่อรองของ Galinsky และ Mussweiler (2001) พบว่าฝ่ายที่เสนอตัวเลขแรก (ไม่ว่าจะเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขาย) มักได้ข้อตกลงสุดท้ายที่ดีกว่า และตัวเลขแรกนั้นเป็นตัวทำนายราคาปิดดีลได้แม่นยำมาก
  • งานวิจัยชิ้นเดียวกันยังพบวิธีลดผลของ anchor ได้จริง — เมื่อฝ่ายที่ไม่ได้เสนอตัวเลขแรก จงใจโฟกัสไปที่ข้อมูลที่ "ขัดแย้ง" กับตัวเลขนั้น เช่น ทางเลือกอื่นของอีกฝ่ายหากเจรจาไม่สำเร็จ หรือจุดต่ำสุด/สูงสุดที่อีกฝ่ายน่าจะยอมรับได้ ผลของ anchor จะลดลงหรือหายไปเลย
  • ทางแก้ไม่ใช่การ "เพิกเฉย" ตัวเลขแรกที่ได้ยิน แต่คือการเตรียมกรอบตัวเลขของตัวเองไว้ล่วงหน้า และตั้งใจโฟกัสข้อมูลอื่นแทนที่จะปล่อยให้ใจไหลไปกับตัวเลขที่อีกฝ่ายโยนมาก่อน

Anchoring Effect คืออะไร และ Tversky กับ Kahneman พิสูจน์เรื่องนี้ไว้อย่างไร

Anchoring Effect (ผลของจุดยึด) คือแนวโน้มที่คนเราเมื่อต้องประเมินตัวเลขที่ไม่แน่ใจ จะยึดติดกับตัวเลขแรกที่เห็นหรือได้ยินมากเกินไป แล้วปรับคำตอบสุดท้ายออกจากตัวเลขนั้น "ไม่มากพอ" แม้ตัวเลขแรกนั้นจะไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่กำลังประเมินอยู่เลยก็ตาม

Amos Tversky และ Daniel Kahneman พิสูจน์ปรากฏการณ์นี้ไว้ในงานวิจัยชื่อ "Judgment under Uncertainty: Heuristics and Biases" ตีพิมพ์ในวารสาร Science ปี 1974 ด้วยการทดลองที่รู้จักกันในชื่อ "วงล้อหมุนเลข" (wheel of fortune) พวกเขาหมุนวงล้อที่ตั้งไว้ล่วงหน้าให้หยุดที่เลข 10 หรือ 65 เท่านั้น (แม้จะดูเหมือนสุ่ม) แล้วถามผู้เข้าร่วมการทดลองว่า "เปอร์เซ็นต์ของประเทศในทวีปแอฟริกาที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติ มากกว่าหรือน้อยกว่าตัวเลขที่วงล้อหยุด" ก่อนให้พวกเขาประเมินตัวเลขที่แท้จริงออกมา ผลออกมาคือกลุ่มที่เห็นวงล้อหยุดที่ 10 ประเมินค่ามัธยฐานไว้ที่ 25% ในขณะที่กลุ่มที่เห็นวงล้อหยุดที่ 65 ประเมินค่ามัธยฐานไว้สูงถึง 45% ทั้งที่ตัวเลขบนวงล้อไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับคำถามเลยแม้แต่น้อย

สิ่งที่น่าตกใจที่สุดในการทดลองนี้ไม่ใช่แค่ว่าคนถูกตัวเลขสุ่มบนวงล้อ "หลอก" แต่คือขนาดของผลกระทบ — ตัวเลขมัธยฐานต่างกันเกือบเท่าตัว (25 เทียบกับ 45) ทั้งที่ทุกคนน่าจะรู้ดีว่าวงล้อหมุนเลขไม่มีทางเกี่ยวข้องกับจำนวนประเทศในสหประชาชาติ นี่คือหลักฐานว่า anchoring เป็นอคติที่ฝังลึกในกระบวนการคิดของมนุษย์ ไม่ใช่แค่ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ที่แก้ได้ง่ายๆ ด้วยการเตือนตัวเอง งานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเรื่อง heuristics and biases ที่ Tversky และ Kahneman บุกเบิกไว้ (ซึ่งภายหลังพวกเขายังต่อยอดไปสู่งานวิจัยอื่นๆ อีกหลายชิ้นในสายเดียวกัน) แต่ anchoring effect ในบทความนี้เป็นคนละเรื่องกับ loss aversion หรือ prospect theory ที่มักถูกพูดถึงคู่กัน จึงควรแยกให้ชัดว่าเป็นอคติทางความคิดคนละตัวที่ทำงานคนละกลไก

ทำไมคนที่เสนอตัวเลขแรกในการเจรจามักได้เปรียบ

งานวิจัยของ Tversky และ Kahneman พิสูจน์ว่า anchoring effect เกิดขึ้นได้แม้กับตัวเลขที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย คำถามที่ตามมาคือ แล้วในสถานการณ์การเจรจาต่อรองจริง ที่ตัวเลขแรกมาจาก "อีกฝ่าย" ที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับเราโดยตรง ผลของ anchor จะยังทำงานอยู่ไหม

Adam Galinsky และ Thomas Mussweiler ตอบคำถามนี้ไว้ในงานวิจัยชื่อ "First Offers as Anchors: The Role of Perspective-Taking and Negotiator Focus" ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Personality and Social Psychology ปี 2001 โดยให้ผู้เข้าร่วมจับคู่เจรจาต่อรองซื้อขายจำลอง ผลที่พบคือ ฝ่ายที่เสนอตัวเลขแรก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผู้ซื้อหรือฝ่ายผู้ขาย มักได้ข้อตกลงสุดท้ายที่ดีกว่าฝ่ายที่รอฟังตัวเลขจากอีกฝ่ายก่อน และตัวเลขแรกที่เสนอออกไปนั้นเป็นตัวทำนายราคาปิดดีลสุดท้ายได้แม่นยำมาก — พูดง่ายๆ คือ ยิ่งตัวเลขแรกสูง (ในมุมผู้ขาย) หรือต่ำ (ในมุมผู้ซื้อ) เท่าไหร่ ผลลัพธ์สุดท้ายก็มักถูกลากไปในทิศทางนั้นตามไปด้วย

จุดที่ต่างจากการทดลองวงล้อหมุนเลขของ Tversky และ Kahneman ก็คือ ในสถานการณ์เจรจาต่อรองจริง ทั้งสองฝ่ายรู้อยู่แล้วว่าตัวเลขแรกที่อีกฝ่ายเสนอมา "มีเจตนา" ไม่ใช่ตัวเลขสุ่มจากวงล้อ แต่ผลของ anchor ก็ยังทำงานอยู่ดี นี่คือสิ่งที่ทำให้งานวิจัยของ Galinsky และ Mussweiler มีความสำคัญเฉพาะทางต่อการเจรจาต่อรองมาก เพราะมันยืนยันว่าแม้อีกฝ่ายจะรู้ว่าตัวเลขนั้นถูกออกแบบมาเพื่อเอาเปรียบตัวเอง ก็ยังหนีผลของมันได้ยากอยู่ดี

ทำไม anchor ถึงมีพลังขนาดนี้ กลไกเบื้องหลังคืออะไร

คำอธิบายดั้งเดิมของ Tversky และ Kahneman เรียกว่า "insufficient adjustment" — คนเรามักเริ่มคิดจากตัวเลข anchor แล้วค่อยๆ ปรับออกจากจุดนั้น แต่มักปรับ "ไม่มากพอ" ก่อนจะหยุดคิดและตัดสินใจ ทำให้คำตอบสุดท้ายยังคงเอนเอียงไปทาง anchor อยู่มาก

ส่วน Galinsky และ Mussweiler เสนอกลไกเพิ่มเติมที่เจาะจงกับบริบทการเจรจาต่อรองมากขึ้น เรียกว่า "selective accessibility" — เมื่อได้ยินตัวเลข anchor สมองจะเริ่มค้นหาข้อมูลและเหตุผลที่ "สอดคล้อง" กับตัวเลขนั้นโดยอัตโนมัติก่อน เช่น พอได้ยินราคาเปิดที่สูง สมองจะเริ่มนึกถึงจุดเด่นและคุณค่าของสินค้าที่พอจะสนับสนุนราคานั้นได้ ทำให้ข้อมูลที่สอดคล้องกับ anchor ถูกดึงมาใช้ง่ายกว่าข้อมูลที่ขัดแย้งกับมัน ผลคือการประเมินครั้งต่อมาก็เอนเอียงไปทาง anchor โดยที่คนคนนั้นไม่รู้ตัวว่ากำลังเลือกมองข้อมูลอย่างมีอคติอยู่

จุดนี้แหละที่อธิบายได้ว่าทำไมการ "เตือนตัวเองว่าอย่าไปสนใจตัวเลขที่เขาเสนอมา" ถึงมักไม่ได้ผลในทางปฏิบัติ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความตั้งใจ แต่อยู่ที่กระบวนการค้นข้อมูลในหัวที่ถูกปรับทิศทางไปแล้วตั้งแต่วินาทีที่ได้ยินตัวเลขนั้น

วิธีป้องกันตัวเองเมื่อตกเป็นฝ่ายรับตัวเลขแรก

ข่าวดีคือ Galinsky และ Mussweiler ไม่ได้หยุดแค่พิสูจน์ว่า anchor มีพลัง แต่ยังทดลองหาวิธีลดผลของมันด้วย และพบสิ่งที่นำไปใช้ได้จริง — เมื่อฝ่ายที่ไม่ได้เสนอตัวเลขแรก จงใจเปลี่ยนโฟกัสความคิดไปที่ข้อมูลที่ "ไม่สอดคล้อง" กับ anchor แทนที่จะปล่อยให้ใจไหลตามธรรมชาติ ผลของ anchor จะลดลงอย่างชัดเจนหรือหายไปเลย

งานวิจัยชุดนี้ทดสอบไว้หลายแบบ เช่น ให้ผู้เข้าร่วมโฟกัสไปที่ทางเลือกอื่นๆ ที่อีกฝ่ายมี หากเจรจาครั้งนี้ไม่สำเร็จ, ให้คิดถึงจุดต่ำสุด/สูงสุดที่อีกฝ่ายน่าจะยอมรับได้จริง (reservation price), หรือให้โฟกัสกลับมาที่เป้าหมายของตัวเองแทนที่จะยึดตัวเลขของอีกฝ่ายเป็นจุดตั้งต้น ทั้งสามวิธีนี้ล้วนช่วยลดหรือขจัดข้อได้เปรียบของฝ่ายที่เสนอตัวเลขแรกได้ จุดร่วมของทั้งสามวิธีคือ มันบังคับให้สมองไปค้นหาข้อมูลชุดใหม่ที่ไม่ได้ถูกปรับทิศทางโดย anchor ตั้งแต่ต้น แทนที่จะปล่อยให้กระบวนการ selective accessibility ทำงานไปตามธรรมชาติ

ลองเอาไปปรับใช้ดู

1. ลองเป็นฝ่ายเสนอตัวเลขแรกก่อนดูครับ ถ้าทำได้ เตรียมข้อมูลสนับสนุนตัวเลขนั้นให้พร้อม (ราคาตลาด ต้นทุน มาตรฐานอุตสาหกรรม) เพื่อให้ตัวเลขแรกของคุณดูมีเหตุผลรองรับ ไม่ใช่แค่ตัวเลขลอยๆ ที่จะทำลายความน่าเชื่อถือหากอีกฝ่ายตั้งคำถาม 2. ก่อนเข้าเจรจา ลองเขียนกรอบตัวเลขของตัวเองไว้ล่วงหน้าดูไหมครับ (เป้าหมายที่อยากได้ และจุดต่ำสุด/สูงสุดที่ยอมรับได้) เพื่อไม่ให้ใจเริ่มคิดจากตัวเลข anchor ของอีกฝ่ายเป็นจุดตั้งต้นแทน 3. เมื่อได้ยินตัวเลขแรกจากอีกฝ่าย ลองจงใจถามตัวเองดูว่า "ทางเลือกอื่นของเขาคืออะไร" หรือ "จุดต่ำสุด/สูงสุดที่เขาน่าจะยอมรับได้จริงๆ คือเท่าไหร่" แทนที่จะเริ่มคิดต่อจากตัวเลขที่เขาเสนอมาโดยตรง วิธีนี้ช่วยดึงความสนใจออกจาก anchor ได้ตามที่งานวิจัยพิสูจน์ไว้ 4. ลองอย่าเพิ่งรีบตอบสนองต่อตัวเลขแรกทันที ขอเวลาคิด หรือถามคำถามเพิ่มเติมก่อนก็ได้ เพื่อให้มีช่วงเวลาดึงข้อมูลอื่นเข้ามาในหัวก่อนที่จะเริ่มต่อรองตัวเลข 5. ถ้าตัวเลขแรกของอีกฝ่ายดูสุดโต่งเกินจริง ลองตั้งกรอบใหม่อย่างชัดเจนดู เช่น พูดตรงๆ ว่าตัวเลขนี้ห่างจากข้อมูลที่คุณมีมาก แล้วเสนอกรอบตัวเลขของตัวเองที่เตรียมมาแทน แทนที่จะต่อรองไล่ตามตัวเลขเดิมทีละนิด

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าอีกฝ่ายเสนอตัวเลขแรกไปแล้ว ยังมีทางแก้ไหม หรือเสียเปรียบไปตลอด?
ยังแก้ได้ครับ งานวิจัยของ Galinsky และ Mussweiler ชี้ชัดว่าการจงใจโฟกัสข้อมูลที่ขัดแย้งกับตัวเลขนั้น เช่น ทางเลือกอื่นของอีกฝ่ายหรือจุดต่ำสุดที่เขาน่าจะยอมรับได้ ช่วยลดหรือขจัดข้อได้เปรียบของฝ่ายที่เสนอก่อนได้จริง เพียงแต่ต้องทำอย่างตั้งใจ ไม่ใช่ปล่อยให้ความคิดไหลไปตามธรรมชาติ
เสนอตัวเลขแรกแบบสุดโต่งเกินไป จะเสี่ยงอะไรบ้าง?
งานวิจัยพบว่าตัวเลขแรกที่ทะเยอทะยานมักได้ผลลัพธ์ดีกว่า แต่ถ้าสุดโต่งเกินจริงจนขาดเหตุผลรองรับ อาจทำให้อีกฝ่ายตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือ หรือรู้สึกว่าไม่คุ้มค่าที่จะเจรจาต่อจนถอนตัวออกจากโต๊ะเจรจาไปเลย จึงควรเสนอตัวเลขที่สูง/ต่ำในทิศทางที่เป็นประโยชน์ แต่ยังพอมีเหตุผลสนับสนุนอยู่บ้าง
Anchoring effect ต่างจาก loss aversion ที่มักพูดถึงคู่กันอย่างไร?
เป็นอคติทางความคิดคนละตัวที่ทำงานคนละกลไกครับ Anchoring effect คือการที่ตัวเลขแรกที่เห็นดึงการประเมินตัวเลขในภายหลังเข้าหาตัวมันเอง ส่วน loss aversion (จาก Prospect Theory) คือการที่ความเจ็บปวดจากการสูญเสียมีน้ำหนักทางจิตใจมากกว่าความสุขจากการได้กำไรในขนาดเท่ากัน ทั้งสองเรื่องล้วนมาจากสายงานวิจัย heuristics and biases ของ Tversky และ Kahneman แต่อธิบายพฤติกรรมคนละแบบ ไม่ควรเข้าใจปนกัน

แหล่งอ้างอิง

ทำไมพูดเรื่องเดียวกันคนละแบบ ถึงทำให้คนตัดสินใจต่างกันโดยสิ้นเชิง
การขายและการเจรจาต่อรอง

ทำไมพูดเรื่องเดียวกันคนละแบบ ถึงทำให้คนตัดสินใจต่างกันโดยสิ้นเชิง

เคยสังเกตไหมครับว่า ป้าย "เนื้อไม่ติดมัน 90%" กับป้าย "มีไขมัน 10%" บนสินค้าชิ้นเดียวกันเป๊ะ ทำให้เรารู้สึกต่อสินค้านั้นไม่เหมือนกันเลย ทั้งที่ตัวเลขทั้งสองแบบบอกข้อมูลเดียวกันทุกประการ — นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือความรู้สึกส่วนตัว แต่เป็นอคติทางความคิดที่ชื่อว่า Framing Effect ซึ่ง Tversky และ Kahneman พิสูจน์ไว้อย่างเป็นระบบว่า วิธี "จัดกรอบ" นำเสนอข้อมูลชุดเดียวกัน (โดยเฉพาะการเลือกพูดในแง่ได้กำไรหรือในแง่สูญเสีย) เปลี่ยนการตัดสินใจของคนได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้เนื้อหาข้อมูลจริงจะไม่ต่างกันแม้แต่น้อย

อ่าน 9 นาที
หลักการเจรจาต่อรองแบบ Win-Win ที่ Harvard ใช้สอนมากว่า 40 ปี
การขายและการเจรจาต่อรอง

หลักการเจรจาต่อรองแบบ Win-Win ที่ Harvard ใช้สอนมากว่า 40 ปี

เวลาคุณเจรจาต่อรองอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะขอขึ้นเงินเดือน ต่อราคาซื้อของ หรือปิดดีลกับลูกค้า คุณเคยรู้สึกไหมครับว่ามันเหมือนการแข่งขันที่ต้องมีคนแพ้คนชนะ — ความรู้สึกแบบนี้แหละที่ทำให้การเจรจาหลายครั้งจบไม่สวย ทั้งที่จริงแล้วมีกรอบคิดที่ Harvard ใช้สอนมากว่า 40 ปีแล้วว่าไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นเลย

อ่าน 4 นาที