ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แก่นชีวิต
การขายและการเจรจาต่อรอง

ทำไมพูดเรื่องเดียวกันคนละแบบ ถึงทำให้คนตัดสินใจต่างกันโดยสิ้นเชิง

เคยสังเกตไหมครับว่า ป้าย "เนื้อไม่ติดมัน 90%" กับป้าย "มีไขมัน 10%" บนสินค้าชิ้นเดียวกันเป๊ะ ทำให้เรารู้สึกต่อสินค้านั้นไม่เหมือนกันเลย ทั้งที่ตัวเลขทั้งสองแบบบอกข้อมูลเดียวกันทุกประการ — นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือความรู้สึกส่วนตัว แต่เป็นอคติทางความคิดที่ชื่อว่า Framing Effect ซึ่ง Tversky และ Kahneman พิสูจน์ไว้อย่างเป็นระบบว่า วิธี "จัดกรอบ" นำเสนอข้อมูลชุดเดียวกัน (โดยเฉพาะการเลือกพูดในแง่ได้กำไรหรือในแง่สูญเสีย) เปลี่ยนการตัดสินใจของคนได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้เนื้อหาข้อมูลจริงจะไม่ต่างกันแม้แต่น้อย

r1dx

บรรณาธิการ

ทำไมพูดเรื่องเดียวกันคนละแบบ ถึงทำให้คนตัดสินใจต่างกันโดยสิ้นเชิง

สรุปสั้น (Key Takeaways)

  • Framing Effect คือการที่คนตัดสินใจต่างกัน เมื่อข้อมูลชุดเดียวกันถูกนำเสนอด้วยถ้อยคำหรือกรอบต่างกัน (เช่น กำไรเทียบกับขาดทุน) แม้ตัวเลขและผลลัพธ์จริงจะเหมือนกันทุกประการก็ตาม
  • Tversky และ Kahneman พิสูจน์เรื่องนี้ด้วยการทดลอง "Asian Disease Problem" ตีพิมพ์ในวารสาร Science ปี 1981 พบว่าเมื่อนำเสนอทางเลือกเดียวกันในแง่ "จำนวนคนที่รอดชีวิต" คนส่วนใหญ่เลือกทางเลือกที่ปลอดภัย แต่พอนำเสนอทางเลือกเดียวกันเป๊ะในแง่ "จำนวนคนที่เสียชีวิต" คนส่วนใหญ่กลับเลือกทางเลือกที่เสี่ยงแทน
  • ในบริบทการขายและการตั้งราคา งานวิจัยพบว่าสินค้าชนิดเดียวกันถูกประเมินดีกว่าเมื่อติดป้ายด้วยกรอบเชิงบวก (เช่น "75% ไม่ติดมัน") เทียบกับกรอบเชิงลบ ("มีไขมัน 25%") และส่วนต่างราคาแบบเดียวกันก็ถูกยอมรับง่ายกว่าเมื่อจัดกรอบเป็น "ส่วนลดที่จะได้" มากกว่า "ค่าธรรมเนียมที่ต้องเสีย"
  • กลไกเบื้องหลังเชื่อมโยงกับ loss aversion (ความเจ็บปวดจากการเสียมีน้ำหนักมากกว่าความสุขจากการได้) แต่ framing effect เป็นคนละเรื่องกับ loss aversion และ anchoring effect — มันคือการที่ถ้อยคำเปลี่ยน "จุดอ้างอิง" ที่ใช้ประเมินผลลัพธ์เดียวกัน ไม่ใช่ตัวเลขเริ่มต้นที่ดึงการประมาณค่า (anchoring) และไม่ใช่แค่ความไม่สมมาตรของกำไร/ขาดทุนเฉยๆ (loss aversion)
  • เส้นแบ่งระหว่างการจัดกรอบอย่างมีจริยธรรมกับการบิดเบือน อยู่ที่ว่าข้อมูลทั้งสองกรอบเป็นความจริงเท่ากันหรือไม่ ไม่ใช่อยู่ที่ว่าใช้กรอบไหน

Framing Effect คืออะไร และการทดลอง Asian Disease Problem พิสูจน์เรื่องนี้ไว้อย่างไร

Framing Effect (ผลของการจัดกรอบ) คือแนวโน้มที่คนเราตัดสินใจต่างกัน เมื่อข้อมูลชุดเดียวกันถูกนำเสนอด้วยถ้อยคำหรือมุมมองต่างกัน แม้เนื้อหาข้อเท็จจริงและตัวเลขจะเหมือนกันทุกประการ ปรากฏการณ์นี้ขัดกับสมมติฐานพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิมที่เชื่อว่าคนเราตัดสินใจจากเนื้อหาข้อมูล ไม่ใช่จากวิธีพูดถึงข้อมูลนั้น

Amos Tversky และ Daniel Kahneman พิสูจน์เรื่องนี้ไว้ในงานวิจัยชื่อ "The Framing of Decisions and the Psychology of Choice" ตีพิมพ์ในวารสาร Science ปี 1981 ด้วยการทดลองที่รู้จักกันในชื่อ "Asian Disease Problem" พวกเขาให้ผู้เข้าร่วมจินตนาการว่าสหรัฐฯ กำลังเตรียมรับมือโรคระบาดที่คาดว่าจะทำให้คน 600 คนเสียชีวิต และมีสองโปรแกรมรับมือให้เลือก เมื่อนำเสนอในกรอบ "จำนวนคนรอดชีวิต" ตัวเลือกคือ โปรแกรม A ซึ่ง "รักษาคนได้แน่นอน 200 คน" กับโปรแกรม B ซึ่งมีโอกาส 1 ใน 3 ที่จะรักษาได้ทั้ง 600 คน และมีโอกาส 2 ใน 3 ที่จะรักษาไม่ได้เลยแม้แต่คนเดียว ผลคือผู้เข้าร่วม 72% เลือกโปรแกรม A ที่ปลอดภัยกว่า

จุดที่ทำให้การทดลองนี้กลายเป็นงานคลาสสิกคือส่วนที่สอง — เมื่อนำโจทย์คณิตศาสตร์เดียวกันเป๊ะมาเปลี่ยนถ้อยคำใหม่เป็นกรอบ "จำนวนคนเสียชีวิต" ตัวเลือกกลายเป็น โปรแกรม C ซึ่งทำให้ "คน 400 คนเสียชีวิตแน่นอน" (ซึ่งเท่ากับ 200 คนรอดชีวิตจาก 600 คนเป๊ะ) กับโปรแกรม D ซึ่งมีโอกาส 1 ใน 3 ที่จะไม่มีใครเสียชีวิตเลย และมีโอกาส 2 ใน 3 ที่ทุกคนจะเสียชีวิต ผลคราวนี้กลับตาลปัตร — ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ถึง 78% เลือกโปรแกรม D ที่เสี่ยงกว่า มีเพียง 22% ที่ยังเลือกทางเลือกปลอดภัย ทั้งที่โปรแกรม A กับโปรแกรม C คือผลลัพธ์เดียวกันทุกประการทางคณิตศาสตร์ ต่างกันแค่ถ้อยคำที่ใช้บรรยาย จุดนี้แหละที่ทำให้งานวิจัยชิ้นนี้ทรงพลังมาก เพราะมันพิสูจน์ว่าคนที่มีเหตุผลเต็มร้อยแค่ไหน ก็ยังตัดสินใจกลับทิศทางกันได้ เพียงเพราะคำว่า "รอด" กับคำว่า "ตาย" ถูกใช้บรรยายตัวเลขชุดเดียวกัน

กำไรหรือขาดทุน: framing แบบเดียวกันเปลี่ยนการตัดสินใจซื้อขายได้อย่างไร

ผลของ Asian Disease Problem ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องความเป็นความตายในห้องทดลอง งานวิจัยเฉพาะทางการตลาดก็พบผลแบบเดียวกันในบริบทการซื้อขายจริง Irwin Levin และ Gary Gaeth ตีพิมพ์งานวิจัยใน Journal of Consumer Research ปี 1988 ให้ผู้เข้าร่วมประเมินเนื้อบดชนิดเดียวกันเป๊ะ แต่ติดป้ายต่างกัน — กลุ่มหนึ่งเห็นป้าย "75% ไม่ติดมัน" อีกกลุ่มเห็นป้าย "มีไขมัน 25%" ผลคือกลุ่มที่เห็นป้าย "75% ไม่ติดมัน" ประเมินเนื้อชิ้นเดียวกันนี้ว่าคุณภาพดีกว่า อร่อยกว่า และมีไขมันน้อยกว่าในความรู้สึก ทั้งที่เป็นเนื้อบดถุงเดียวกันเป๊ะ ที่น่าสนใจคือผลนี้ยังลดลงบางส่วนหลังจากผู้เข้าร่วมได้ชิมเนื้อจริงแล้ว แสดงว่า framing effect มีพลังมากที่สุดตอนที่ยังไม่มีประสบการณ์ตรงมายืนยันหรือหักล้าง

อีกตัวอย่างคลาสสิกที่เกิดขึ้นจริงในโลกธุรกิจคือกรณีส่วนต่างราคาบัตรเครดิต Richard Thaler อธิบายไว้ในงานวิจัยเรื่อง "Toward a Positive Theory of Consumer Choice" ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Economic Behavior & Organization ปี 1980 ว่าในยุคที่บัตรเครดิตเริ่มแพร่หลาย ร้านค้าต้องการผลักภาระค่าธรรมเนียมการรับบัตรไปให้ลูกค้าที่จ่ายด้วยบัตร แต่กลุ่มล็อบบี้ของบริษัทบัตรเครดิตคัดค้านไม่ให้เรียกส่วนต่างราคานี้ว่า "ค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต" (surcharge) แต่ยืนกรานให้เรียกว่า "ส่วนลดเงินสด" (cash discount) แทน ทั้งที่เป็นส่วนต่างราคาตัวเลขเดียวกันเป๊ะ เหตุผลเบื้องหลังคือ ค่าธรรมเนียมถูกรับรู้เป็น "การเสีย" เงินที่ควรจะจ่าย ในขณะที่ส่วนลดถูกรับรู้เป็น "การไม่ได้" ผลประโยชน์พิเศษ ซึ่งเจ็บปวดน้อยกว่ากันมากในทางจิตใจ ผลคือคนยอมรับการไม่ได้ส่วนลดง่ายกว่าการต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่ม แม้จำนวนเงินจะเท่ากันทุกบาททุกสตางค์

สองตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นหลักการเดียวกันที่ใช้ได้กว้างในงานขายและงานเจรจาต่อรองทุกวันนี้ — ราคาหรือเงื่อนไขเดียวกันเป๊ะ จะถูกยอมรับง่ายกว่าเมื่อบรรยายในกรอบ "สิ่งที่จะได้รับ" มากกว่ากรอบ "สิ่งที่จะต้องเสียไป" ไม่ว่าจะเป็นการเสนอส่วนลดแทนการเรียกเก็บเพิ่ม การพูดถึงมูลค่าที่ลูกค้าจะได้รับแทนการพูดถึงต้นทุนที่ต้องจ่าย หรือแม้แต่การเสนอเงื่อนไขในการเจรจาต่อรองที่เน้นย้ำสิ่งที่อีกฝ่ายจะได้ประโยชน์ แทนที่จะเน้นย้ำสิ่งที่อีกฝ่ายต้องยอมสละ

ทำไม framing effect ถึงมีพลังขนาดนี้ กลไกเบื้องหลังคืออะไร

Tversky และ Kahneman อธิบายกลไกเบื้องหลัง framing effect ด้วยแนวคิดเรื่อง "จุดอ้างอิง" (reference point) — ก่อนที่คนเราจะประเมินผลลัพธ์ใดๆ ว่าดีหรือแย่ สมองต้องเทียบผลลัพธ์นั้นกับจุดอ้างอิงบางจุดก่อนเสมอ ในกรอบ "จำนวนคนรอดชีวิต" จุดอ้างอิงโดยนัยคือ "ไม่มีใครรอดเลย" ทำให้ตัวเลข 200 คนถูกมองว่าเป็น "การได้" จึงเลือกทางที่ปลอดภัยไว้ก่อน แต่ในกรอบ "จำนวนคนเสียชีวิต" จุดอ้างอิงโดยนัยกลับกลายเป็น "ทุกคนยังมีชีวิตอยู่" ทำให้ตัวเลข 400 คนตายถูกมองว่าเป็น "การเสีย" คนจึงยอมเสี่ยงมากขึ้นเพื่อหนีการสูญเสียที่แน่นอนนั้น ถ้อยคำที่ต่างกันจึงแค่เปลี่ยนว่าเรากำลังยืนอยู่ฝั่งไหนของจุดอ้างอิง โดยที่ตัวเลขจริงไม่ได้ขยับเลยแม้แต่น้อย

ตรงนี้เชื่อมโยงกับ loss aversion อย่างชัดเจน เพราะเหตุผลที่คนยอมเสี่ยงมากขึ้นเมื่ออยู่ในกรอบ "การเสีย" ก็คือความเจ็บปวดจากการสูญเสียมีน้ำหนักทางจิตใจมากกว่าความสุขจากการได้กำไรในขนาดเท่ากัน (ตามที่อธิบายไว้ในงานวิจัยเรื่อง Prospect Theory) แต่ควรชี้ให้ชัดว่า framing effect กับ loss aversion เป็นคนละเรื่องที่ทำงานร่วมกัน ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน — loss aversion คือความไม่สมมาตรของความรู้สึกระหว่างกำไรกับขาดทุนที่มีอยู่แล้วในตัวคน ส่วน framing effect คือการที่ถ้อยคำภายนอกเปลี่ยนว่าผลลัพธ์เดียวกันจะถูกตีความว่าอยู่ฝั่งกำไรหรือฝั่งขาดทุนของความรู้สึกนั้น พูดง่ายๆ คือ loss aversion เป็น "กลไกในหัว" ส่วน framing effect เป็น "สวิตช์ภายนอก" ที่กำหนดว่าจะไปกระตุ้นกลไกนั้นจากฝั่งไหน และทั้งสองเรื่องนี้ก็ต่างจาก anchoring effect ด้วย เพราะ anchoring คือตัวเลขเริ่มต้นที่ดึงการประมาณค่าตัวเลขที่ไม่แน่นอนเข้าหาตัวมันเอง ในขณะที่ framing effect ไม่ได้เกี่ยวกับตัวเลขเริ่มต้นเลย แต่เกี่ยวกับถ้อยคำที่บรรยายผลลัพธ์ที่ตายตัวอยู่แล้ว

เส้นแบ่งระหว่างการจัดกรอบให้เข้าใจง่าย กับการบิดเบือนให้เข้าใจผิด

คำถามที่ตามมาคือ ในเมื่อ framing effect มีพลังเปลี่ยนการตัดสินใจได้ขนาดนี้ การใช้มันในงานขายหรือการเจรจาต่อรองถือเป็นการบิดเบือนหรือไม่ คำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคนิคการจัดกรอบเอง แต่อยู่ที่ว่าข้อมูลทั้งสองกรอบเป็นความจริงเท่ากันหรือไม่

การบอกว่าสินค้า "75% ไม่ติดมัน" เป็นความจริงพอๆ กับการบอกว่า "มีไขมัน 25%" การเลือกพูดแบบแรกเพื่อให้ลูกค้าเข้าใจคุณค่าสินค้าได้เร็วขึ้น จึงเป็นการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา ไม่ใช่การหลอกลวง ตราบใดที่ลูกค้าสามารถถามหรือคำนวณกลับไปเจอตัวเลขอีกฝั่งได้เสมอหากต้องการ แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อฝ่ายที่จัดกรอบจงใจปิดบังไม่ให้อีกฝ่ายเข้าถึงข้อมูลอีกกรอบหนึ่งได้เลย เช่น การพูดถึงแต่ "ค่างวดต่อเดือนถูกๆ" โดยจงใจไม่ให้เห็นตัวเลขต้นทุนรวมตลอดสัญญา หรือการเรียกค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าเป็น "ส่วนลดพิเศษที่พลาดไม่ได้" เพื่อกดดันให้ตัดสินใจเร็วขึ้นโดยไม่ทันคิด

วิธีเช็กง่ายๆ คือถามตัวเองว่า "ถ้าอีกฝ่ายเห็นข้อมูลชุดเดียวกันนี้ในกรอบตรงข้ามด้วย เขาจะยังตัดสินใจแบบเดิมไหม" ถ้าคำตอบคือใช่ นั่นแปลว่าคุณกำลังช่วยให้เขาเข้าใจง่ายขึ้น ไม่ได้เปลี่ยนแก่นการตัดสินใจของเขา แต่ถ้าคำตอบคือไม่ใช่ และคุณเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าตัวเลขอีกกรอบจะทำให้เขาลังเลหรือปฏิเสธ นั่นคือสัญญาณว่าคุณกำลังอาศัยความไม่รู้ของอีกฝ่ายมากกว่าคุณค่าที่แท้จริงของข้อเสนอ

ลองเอาไปปรับใช้ดู

1. เวลานำเสนอราคาหรือข้อเสนอของตัวเอง ลองเลือกกรอบที่สื่อคุณค่าจริงตรงไปตรงมาที่สุดดูไหมครับ เช่น พูดถึงประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับเป็นหลัก แทนที่จะสร้างความรู้สึก "จะเสียโอกาส" ขึ้นมาลอยๆ เพื่อกดดันให้ตัดสินใจเร็ว 2. ก่อนปล่อยข้อความหรือป้ายราคาใดๆ ออกไป ลองแปลงกลับเป็นกรอบตรงข้ามดูก่อนเสมอ เช่น ถ้าพูดว่า "ลด 20%" ให้ลองพูดว่า "ต้องจ่ายเพิ่ม 25% ถ้าไม่เข้าโปรนี้" แล้วเช็กว่าทั้งสองแบบยังเป็นความจริงเท่ากันหรือไม่ ถ้าใช่ก็น่าจะใช้ได้อย่างมีจริยธรรม 3. เมื่อได้รับข้อเสนอหรือป้ายราคาจากคนอื่น ลองฝึกแปลงเป็นกรอบตรงข้ามในหัวก่อนตัดสินใจทุกครั้งดูไหมครับ เช่น เจอ "ไม่ติดมัน 90%" ให้ลองนึกเป็น "มีไขมัน 10%" หรือเจอ "ส่วนลดเงินสด" ให้ลองนึกเป็น "ค่าธรรมเนียมบัตร" แล้วดูว่าความรู้สึกที่มีต่อข้อเสนอเปลี่ยนไปไหม 4. ลองสังเกตดูว่าอีกฝ่ายกำลังตั้ง "จุดอ้างอิง" อะไรไว้เป็นค่าปกติ เช่น ราคาที่ถูกอ้างว่าเป็น "ราคาปกติ" ก่อนลด อาจเป็นจุดอ้างอิงที่ถูกยกสูงขึ้นมาโดยเจตนา ลองถามหาหลักฐานว่าจุดอ้างอิงนั้นสมเหตุสมผลจริงหรือไม่ 5. ในการเจรจาต่อรอง ลองนำเสนอเงื่อนไขของตัวเองในกรอบที่เน้นสิ่งที่อีกฝ่ายจะได้รับดูไหมครับ บนฐานคุณค่าที่เป็นจริง แทนที่จะเน้นสิ่งที่อีกฝ่ายต้องยอมสละ วิธีนี้น่าจะเพิ่มโอกาสได้รับการตอบรับโดยไม่ต้องเปลี่ยนเนื้อหาข้อเสนอเลยแม้แต่น้อย

ลองหยิบข้อเสนอหรือโฆษณาที่เจอวันนี้สักชิ้น มาแปลงเป็นกรอบตรงข้ามดูสิครับ แค่ฝึกทำแบบนี้บ่อยๆ ก็ช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมีสติมากขึ้น โดยไม่ต้องปฏิเสธข้อเสนอทุกอย่างที่ฟังดูดีเกินไปเสมอไป

คำถามที่พบบ่อย

คนที่เก่งคณิตศาสตร์หรือมีความรู้ทางการเงินสูง จะรอดพ้นจาก framing effect ไหม?
ไม่ทั้งหมดครับ การทดลอง Asian Disease Problem ดั้งเดิมของ Tversky และ Kahneman ใช้ผู้เข้าร่วมที่เป็นนักศึกษาเป็นหลัก แต่งานวิจัยที่ใกล้เคียงกันในเวลาต่อมา (McNeil, Pauker, Sox และ Tversky ตีพิมพ์ใน *New England Journal of Medicine* ปี 1982) นำหลักการ framing แบบเดียวกันไปทดสอบกับแพทย์และผู้ป่วยจริงในการตัดสินใจเลือกวิธีรักษามะเร็งปอด (ผ่าตัดเทียบกับฉายรังสี) ก็ยังพบ preference reversal ในทิศทางเดียวกัน แม้ในกลุ่มที่เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ความรู้ทางคณิตศาสตร์ช่วยให้คำนวณย้อนกลับไปหาตัวเลขจริงได้ง่ายขึ้นถ้าตั้งใจทำ แต่ไม่ได้ทำให้ภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบทางความรู้สึกจากถ้อยคำหายไปโดยอัตโนมัติ
Framing effect ต่างจาก anchoring effect ที่มักพูดถึงคู่กันอย่างไร?
เป็นคนละกลไกครับ Anchoring effect คือตัวเลขเริ่มต้นที่เห็นหรือได้ยินก่อน ดึงการประมาณค่าตัวเลขที่ไม่แน่นอนในภายหลังให้เอนเอียงเข้าหาตัวมันเอง (เช่น ตัวเลขแรกในการเจรจาต่อรอง) ส่วน framing effect ไม่มีตัวเลขเริ่มต้นที่ไม่รู้ค่าเข้ามาเกี่ยวข้องเลย แต่เป็นการที่ผลลัพธ์ที่ตายตัวอยู่แล้วชุดเดียวกัน ถูกบรรยายด้วยถ้อยคำหรือกรอบต่างกัน (เช่น กำไรเทียบกับขาดทุน) จนเปลี่ยนการตัดสินใจ
Framing effect ต่างจาก loss aversion ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Prospect Theory อย่างไร?
ทั้งสองเรื่องเชื่อมโยงกันแต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกันครับ Loss aversion คือความไม่สมมาตรที่มีอยู่ในตัวคนอยู่แล้ว คือความเจ็บปวดจากการสูญเสียมีน้ำหนักทางจิตใจมากกว่าความสุขจากการได้กำไรในขนาดเท่ากัน ส่วน framing effect คือการที่ถ้อยคำภายนอกกำหนดว่าผลลัพธ์เดียวกันจะถูกตีความให้อยู่ฝั่งกำไรหรือฝั่งขาดทุนของความรู้สึกนั้น พูดอีกแบบคือ loss aversion อธิบายว่าทำไมฝั่งขาดทุนถึงรู้สึกหนักกว่า ส่วน framing effect อธิบายว่าถ้อยคำเปลี่ยนให้เรื่องเดียวกันถูกมองว่าอยู่ฝั่งไหนได้อย่างไร

แหล่งอ้างอิง

ทำไมคนที่เสนอตัวเลขแรกในการเจรจามักได้เปรียบ และวิธีรับมือเมื่อตกเป็นฝ่ายรับตัวเลขนั้น
การขายและการเจรจาต่อรอง

ทำไมคนที่เสนอตัวเลขแรกในการเจรจามักได้เปรียบ และวิธีรับมือเมื่อตกเป็นฝ่ายรับตัวเลขนั้น

เคยสังเกตไหมครับว่า เวลาเจรจาต่อรองราคาอะไรสักอย่าง ตัวเลขแรกที่มีใครสักคนพูดออกมา มักจะ "ลาก" บทสนทนาทั้งหมดให้วนเวียนอยู่แถวๆ ตัวเลขนั้น ไม่ว่าคุณจะพยายามต่อรองแค่ไหนก็ตาม — นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือแค่ความรู้สึก แต่เป็นผลจากอคติทางความคิดที่ชื่อว่า Anchoring Effect ซึ่งงานวิจัยทั้งด้านจิตวิทยาพื้นฐานและงานวิจัยเฉพาะทางการเจรจาต่อรองยืนยันตรงกันว่า คนที่เสนอตัวเลขแรกในการเจรจามักได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า เพราะตัวเลขนั้นกลายเป็น "จุดยึด" ที่ดึงการต่อรองทั้งหมดเข้าหาตัวมันโดยที่อีกฝ่ายแทบไม่รู้ตัว

อ่าน 7 นาที
หลักการเจรจาต่อรองแบบ Win-Win ที่ Harvard ใช้สอนมากว่า 40 ปี
การขายและการเจรจาต่อรอง

หลักการเจรจาต่อรองแบบ Win-Win ที่ Harvard ใช้สอนมากว่า 40 ปี

เวลาคุณเจรจาต่อรองอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะขอขึ้นเงินเดือน ต่อราคาซื้อของ หรือปิดดีลกับลูกค้า คุณเคยรู้สึกไหมครับว่ามันเหมือนการแข่งขันที่ต้องมีคนแพ้คนชนะ — ความรู้สึกแบบนี้แหละที่ทำให้การเจรจาหลายครั้งจบไม่สวย ทั้งที่จริงแล้วมีกรอบคิดที่ Harvard ใช้สอนมากว่า 40 ปีแล้วว่าไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นเลย

อ่าน 4 นาที